| มินตรา ลายสนิทเ...'s profile~* Be Bow Pandora Box *~PhotosBlogLists | Help |
|
~* Be Bow Pandora Box *~
December 31 ขอให้ผ่านไป..โดยไม่ต้องสูญเสียใครอีกอ่า เพื่อนๆคงเบื่อใช่มั้ย กับเนื้อหาสเปซเศร้าๆซึมๆน้ำตาท่วมคีย์บอร์ด
แต่ขอให้กลั้นใจอ่าน อีกซักเรื่องแล้วกันนะ
ว่ากันว่า...
สัตว์หลายๆชนิด เมื่อยามที่คู่ของมันตายไป มันเลือกที่จะไม่มีคู่ตัวใหม่
และในเวลาอันสั้น มันก็จะตายตามไปในที่สุด
อย่างเช่นนกนางแอ่น นกกระเรียน และอีกหลายประเภท
คุณเชื่อหรือไม่ ว่า "คน"ก็เป็นเช่นนั้น
หลังจากเหตุการณ์ในเดือนกันยาที่ผ่านมา คุณตามาณิกย์เสียชีวิตอย่างสงบที่โรงพยาบาลจุฬาฯ วันที่ 10 กันยา เวลาเที่ยงสิบห้านาที
ทุกคนต่างเศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และแน่นอนที่สุด คุณยายประชุมศรี คู่ชีวิตเพียงคนเดียวของคุณตา
คุณยายอดทน ไม่ร่ำไห้ฟูมฟาย ยังคงเป็นหลักให้กับครอบครัวที่เหลืออยู่
แต่ จิตใจ คงสั่นไหว และโยกคลอนเหลือกำลังที่คนแก่อายุ 81 จะรับได้
ตลอดงานสวดอภิธรรมศพและงานเผา คุณยายเข้มแข็ง และพยายามช่วยเหลือตนเองเท่าที่จะทำได้
ถึงแม้อาการหลงๆลืมๆและอาการสั่นของโรคพาคินสัน จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
แต่คุณยายก็ยังแข็งแรง
สภาพทางกายคงไม่น่าห่วง เท่ากับจิตใจ
คุณยายพูดน้อยลง เหม่อมองบ่อย และทานข้าวน้อยลงเรื่อยๆ
ปากพร่ำพูดแต่เพียงว่า "คิดถึงพ่อเขาเนอะ"
บางครั้งความเหงาก็แปรเปลี่ยนเป็นความฉุนเฉียว โกรธขึ้ง และกลายเป็นความโกลาหลในบ้าน
(เช่น การซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปวัดคนเดียว จนต้องโทรให้เจ้าหน้าที่ที่วัดส่งตัวกลับบ้านบ้าง)
แต่.........
ใครจะรู้ล่ะว่าเหตุการณ์เหล่านั้น
จะไม่มีวันได้เกิดอีกแล้ว
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม
ในขณะที่ทุกคนกำลังมีความสุขและตื่นเต้นกับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้นอีกครั้ง และ แม่ ..คือคนที่เดินไปรับสาย
เพียงไม่กี่วินาที แม่ทรุดลงไปนั่งกับพื้น ร้องไห้อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ปากก็พร่ำบอกว่า
"คุณยาย....คุณยาย นอนตายอยู่ที่บ้าน"
ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ทุกคนลุกขึ้นแต่งตัวออกจากบ้านในนาทีถัดมา
บึ่งมาถึงบ้านคุณตาอีกครั้ง และต้องสะอึก เมื่อเจอกับรถมูลนิธิจอดอยู่หน้าบ้าน
คำภาวนาในใจให้เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องล้อเล่น ถูกกลืนลงคอไปจนหมด
ก้าวเข้าไปในบ้าน....
ภาพที่ทำให้เจ็บปวดที่ใจที่สุด คือ คุณยาย ที่นอนคว่ำหน้าอยู่ใต้โต๊ะกินข้าวตัวใหญ่
ตัวที่ใช้รับรองแขกทุกคนที่เข้ามาในบ้าน
ตัวที่คุณยายนั่งๆนอนๆเป็นประจำทุกวัน
บัดนี้ มันคือที่สุดท้าย ที่คุณยายสิ้นลมหายใจ
......................
ญาติค่อยๆถยอยมาที่บ้านจนแน่น
ลูกๆคุณยาย ต่างกอดศพร่ำไห้ระงมไปทั้งบ้าน
ความรู้สึกผิดท่วมท้น ที่ปล่อยให้คุณยายอยู่คนเดียว
สันนิษฐานกันว่า คุณยายเสียตั้งแต่เช้า แต่มาพบกันตอนจะบ่ายสี่โมงแล้ว
...
ขณะนั้น เราคิดถึงช่วงเวลาระหว่างนั้น ที่คุณยายล้มลงแล้ว
คุณยายกำลังคิดอะไรอยู่หนอ
คุณยายจะรู้สึกเสียใจมั้ย เหงามั้ย จะโกรธจะโทษใครต่อใครมั้ย ที่ไม่มีใครเข้ามาพบ
เท่าที่รู้จักคุณยายคนนี้ ท่านไม่ทำอย่างนั้นแน่
แต่คุณยาย คงเหนื่อย ที่จะต่อสู้
ไร้กำลังใจที่จะอยู่ต่อไป
ท้อและสิ้นหวัง
จึงตัดสินใจ จากพวกเราไปอย่างรวดเร็ว
กะทันหันอย่างที่สุด อย่างที่ไม่เดือดร้อนใคร และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
เพียงเท่านี้ จะได้ไปหาคุณตาเสียที
.............
คุณยายประชุมศรี ยุกตะนันท์ เสียชีวิตห่างจากงานวันฌาปนกิจคุณตามาณิกย์ เพียง 11 วันอย่างสงบ
ด้วยวัย 82 ปี
คุณยายเป็นคนใจเย็น ไม่พูดมาก อดทน เป็นที่พึ่งของลูกๆหลานๆที่เดือดร้อนทุกคน
เป็นคุณยายที่ใจดี สุขุม และเป็นต้นแบบการเป็น "ครู" ของเราเอง
แม้จะไม่ได้เติบโตมากับยายเหมือนกับหลานคนอื่น
แต่ก็ "รัก" คุณยายไม่แพ้ใครเหมือนกัน
.......
ขอให้คุณยาย ไปสู่ภพภูมิที่สงบและเป็นสุขชั่วนิรันดร์
คุณตา....ฝากคุณยายด้วยนะคะ
คุณยาย....แล้วพบกันใหม่ ในชาติหน้านะคะ
ขอให้ได้พบกันอีก
.......
December 11 นานา..เรื่องราวมีอะไรอยากจะเขียนเยอะแยะอีกแล้ว ทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีมากมายเลย
ขอเรื่องไม่ค่อยดีก่อนแล้วกัน
เรื่องแรก
เป็นความรู้สึกของคนบนโลกใบโตๆใบนี้
ที่ไม่เคยมีคำว่า "เท่าเทียม" อยู่จริง
เป็นเรื่องราวของลูกศิษย์ของเราคนหนึ่ง ที่"ไม่ใช่"คนไทย
เธอมาอยู่ที่ประเทศไทยได้สิบกว่าปีแล้วก็จริง แต่ทุกครั้งที่ไปไหนมาไหน หรือสนทนากับใคร
จะต้องถูกตีตราจาก คนไทย ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชากรที่เจริญกว่า ว่า
เป็นบุคคลจากประเทศโลกที่ 3
ไม่เจริญ และไม่มีการศึกษา
นี่น่ะเหรอ ความคิดจากคนที่บอกว่าตนเอง มีการศึกษาแล้ว?
แน่นอนว่า สำเนียงและการออกเสียงของเขาไม่ชัดและเป็นอุปสรรคต่อการฟัง แต่ก็เพียงเล็กน้อย
ไม่ได้ต่างอะไรกับฟังฝรั่งพูดไทยเลยซักนิด
แต่การให้เกียรตินั้น ต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
เธอเปิดใจพร้อมน้ำตาว่า เธอเคยไปซื้อของในตลาดก็ถูกแม่ค้าโกงตาชั่งบ้าง โก่งราคาบ้าง
คงด้วยความคิดที่ว่า เธอคงไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ
เธอบอกว่า "เธอไม่ได้โง่นะ"
ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ แต่เธอไม่ตอบโต้ ไม่อยากเอาเรื่อง
ดูสิ คนที่คุณคิดว่าเขาต่ำต้อย เขายังมีจิตใจที่สูงกว่าใครหลายคนเสียอีก
ทุกวันนี้ เธอยังต้องทนกับการทารุณกรรมเงียบเหล่านี้ทุกวัน จนท้อแท้
แต่ด้วยความจำเป็น ทำให้เธอไม่สามารถจะเลือกไปจากเมืองไทยได้
ขอร้องทีเถอะคนไทย อย่าได้มองชนชาติเพื่อนบ้านของเราแบบนี้อีกเลย
คนเรา เท่าเทียม เสมอภาค ไม่ว่า ชาติไหนๆ
อย่าได้เลือกปฏิบัติ แม้แต่กับเชื้อชาติเดียวกับตนเองก็ตาม
เพราะเรื่องนี้ เจอมากับตัวเอง
ได้ไปลองเข้าชมงานระดับใหญ่ๆมา 2 งาน
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นความรู้สึกผิดหวังและน้อยใจ
ไม่ใช่ผิดหวังเกี่ยวกับงานหรือความคาดหวังไม่สำเร็จ แต่ผิดหวังกับ "คนไทย"
เป็นอีกครั้งที่สะเทือนใจว่า คนไทย ไม่เห็นคนในชาติเดียวกัน มีศักดิ์ศรี เท่าฝรั่งต่างชาติ
ถ้าหากคนๆนั้น ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรแลกเปลี่ยนให้คุณ ก็ไม่ขอเสียเวลาเสวนาด้วย
แต่ก็ขอให้เข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกคนหรอกค่ะ ที่จะเป็นแบบนี้
บนท้องทะเลทรายที่แห้งผากมีโอเอซิสฉันใด บนสังคมไทยที่แห้งแล้งน้ำใจก็ยังมีคนดีฉันนั้น
เพียงคำทักทายดีๆ ไมตรีจิตที่หยิบยื่นให้เล็กน้อย ก็ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มถึงเพียงนี้
ก่อนจะจบเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากคนอ่านไว้ซักหน่อย
คนเราทุกคนแตกต่างกันไม่ว่า รูปร่าง หน้าตา เชื้อชาติ สีผิว ครอบครัว ฐานะ โอกาส ประสบการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครที่เหมือนใคร
แต่คนเราทุกคน "มีค่า" ที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ชาติไหน เผ่าพงศ์ใด ก็ไม่ได้ต่างกันเลย
ป.ล. ไม่ได้เขียนตอนของมันขึ้นจริงๆ เลยเขียนได้ไม่ตรงกับที่ใจอยากจะสื่อซักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็อย่าถือสากันเลยนะจ้ะ หุหุ
เอาล่ะ ลืมเรื่องเครียดๆเรื่องเมื่อกี้กันก่อนนะ
มาถึงเรื่องดีๆกันบ้างดีกว่า
เรื่องที่สอง
ขอย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา
คณะครุศาสตร์ของเราได้จัดกีฬาสีขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยแบ่งทีมสีออกเป็นชั้นปี ใครได้ไปร่วมงานก็คงจะพอจำได้ว่าบรรยากาศเป็นยังไงนะ
ไม่พล่ามมาก เพราะงานวันนั้นมีจุดประทับใจจุดนึง ถึงอยากเอามาเขียน
นั่นคือ งานพิธีปิดกีฬาสี ที่ปิดเลทไปกว่า 2 ชั่วโมง แต่ทำออกมาได้กินใจพิลึก
นั่นคือ ประธานพิธีกล่าวปิด และร่วมร้องเพลงคณะ และมหาวิทยาลัยร่วมกัน
ฟังดูน่าจะธรรมดา แต่ในความธรรมดานั้น มันก็โดนใจ
เพราะเราไปจัดกันอยู่ในศูนย์กีฬาในร่ม มีน้องๆพี่ๆคณะครุศาสตร์ น่าจะร่วมๆ 300 กว่าคนร่วมร้องเพลงกัน เสียงเพลงใน Hall ก้องกังวาน
เป็นเพลงสีเพลิงและเพลงพระราชนิพนธ์มหาจุฬาลงกรณ์ที่เพราะที่สุดตั้งแต่ได้ฟังมาในชีวิตนี้
ทุกคนเหนื่อย ทุกคนเมื่อย แต่เมื่อถึงเวลาร้อง ก็ร้องมันด้วยหัวใจ
เพราะเรา คือ นิสิต คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ภาคภูมิใจในสถาบันของเราจริงๆ
เวิ่นเว้อเนอะ ความจริงมีอะไรอยากจะเขียนอีกตั้งเยอะ แต่พอข้ามวันป๊าบ~ ลืมอ่ะ...จบข่าว
ไว้วันหลังจะรีบนึก รีบเขียนล่ะกัน T T November 30 WORLD DIDAC 2007WORLD DIDAC 2007
ASIA BANGKOK
27-29 November 2007
09.00 - 17.00 hrs
Queen Sirikit National Convention Center.
จากการชวนกันเล่นๆ จับผลัดจับผลูไปเป็นการยกทีมกันไปดู
งานแสดงสื่อการเรียนการสอนนานาชาติ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน
ตอนแรกก็เข้าใจว่าน่าจะมีจัดถึงเย็นๆดึกๆหน่อยเลยไม่รีบ แต่พอโทรไปเช็คก็รู้ว่า งานเลิก 5 โมง เลยต้องรีบไปกันตั้งแต่เลิกเรียน
ก่อนไปก็คิดว่า น่าจะเป็นงานแสดงสื่อทำมือรูปแบบต่างๆ มีประกวด มีงานวิจัยอะไรๆว่าไปตามเรื่อง แต่พอไปถึงปุ๊บ เข้ามาหน้างานป๊าบ~
โอ้โฮเฮะ...ทำไมมันดูเป็นทางการอะไรขนาดนี้หว่า จะเข้าก็ต้องลงทะเบียนติดบัตรก่อนถึงจะเข้าไปได้ แถมต้องให้เหตุผลด้วยว่าพวกลื๊อมาทำอะไร
เย๊ย!! ก็มั่วไปว่า มาทำรายงาน ทั้งๆที่ไม่ได้มีรายงงรายงานอะไรหรอก แต่อยากไปดู
อุบ๊ะ เข้ายากนัก อย่างนี้ข้างในมันคงมีอะไรเด็ดๆ ก็เลยทู้ซี้เข้าไปจนได้
หน้าตาบัตรเข้าที่ได้มายากพอสมควร(ถ้าไม่มีเหตุผลดีพอ ฮ่าๆ)
พอหลุดเข้าได้ปุ๊บ ก็ต้องตื่นตะลึงอีกรอบ กับงานแสดงสื่อการสอนชนิดไฮคลาสสุดฤทธิ์ เป็นสื่อการสอนที่ไม่คิดว่าโรงเรียนจะสามารถซื้อไปใช้ได้จริงๆแน่นอน เพราะฉะนั้น คนที่เข้ามาเดินกันควั่กไขว่ในงานนี้ก็มีแต่นักธุรกิจ หรือเจ้าของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่ง 80% เป็นชาวต่างชาตินั่นล่ะ
เอาล่ะสิ ยืนหน้ามึนกันพักใหญ่ จนคนรอบข้างหันมามองว่า "อีพวกนี้มันใครหว่า.." "ไม่ใช่นักธุรกิจแล้วมาทำไมหว่า.."
สายตาทิ่มแทงชักจะมากขึ้นจนต้องออกเดิน เอาวะ! ไหนๆก็มาแล้ว ต้องเดินให้ทั่วก่อนจะกลับนั่นแหล่ะ ไม่งั้นเสียเที่ยวเปล่าๆ
เริ่มออกทัวร์ไปสะเปะสะปะ ดูนั่นนี่ อู้~ มันช่างไฮเทคจริงหนอ เมืองไทยหาอย่างงี้มิได้หนอ
เท่าที่สำรวจดู เทคโนโลยีที่น่าจะเอามาใช้ในเมืองไทยได้ และ
เป็นสินค้ายอดนิยม หลายๆประเทศ หลายๆบริษัทผลิตกันมากที่สุด ก็คือ
"ActiveBoard"
(เรียกรวมๆไปว่าอย่างนี้ก่อนแล้วกัน)
ActiveBoard ก็คือกระดานที่สามารถโต้ตอบโดยการเขียนหรือสัมผัสกับภาพที่ขึ้นบนจอได้
เหมือนการเล่นคอมพิวเตอร์โดยการใช้เม้าท์ ต่างกันตรงที่จอขนาดเท่าไวท์บอร์ด
และเม้าท์ก็คือปากกา/ไม้ชี้/มือเปล่า แตกต่างกันแล้วแต่บริษัทใดทำออกมา
ประโยชน์ของมันก็คงจะเป็น ความสะดวกในการสอน สามารถเขียนหรือกดจากบนจอได้โดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์
และหากมีโปรแกรมที่ใช้ร่วมกันได้ ก็สามารถสร้าง Interaction สดๆบนจอได้ด้วย
บริษัทที่สร้างออกมาก็มี ได้แก่
UK - Promethean Worldwide
ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า ActivBoard
China - Beijing Really Sun Technology Co.,Ltd
ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า TRACEBoard
**ของ UK กับ CH มีความคล้ายคลึงกัน ต่างกันตรงที่ของ UK จะมี Handwand ไม้ชี้
แต่ของ CH จะใช้มือชี้ได้เลย หรือถ้ารุ่นเก่าหน่อยก็จะมีปากกาสำหรับชี้โดยเฉพาะ**
Thailand - Growing Point Co.,Ltd
ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า MIMIO
**บริษัทนี้เก๋ตรงที่ ไม่ได้ขายตัว Board แต่เป็นเครื่องมือ Wireless ติดตั้งกับบอร์ดอะไรก็ได้ เพื่อฉายภาพและเขียน
ปากกาของเขามีทั้งสำหรับใช้บนจอภาพ และปากกาเขียนธรรมดา แต่อักษรที่เขียนจะขึ้นฉายบนจอได้ในเวลาเดียวกัน
CANADA - SMART Technologies
ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า SMART Board
**รายละเอียดก็ดูในเว็บแล้วกัน แต่ชอบตรงที่สามารถแปลงลายมือเขียนเป็นตัวพิมพ์ได้
และมีรีโมทสำหรับ Interaction ในระยะไกลด้วย
นอกจากบอร์ดพวกนี้แล้ว อุปกรณ์อื่นๆที่น่าสนใจก็อย่างเช่น
จอขยายคล้ายๆกล้องจุลทรรศน์ แต่ว่า ไม่ต้องก้มลงมอง แต่ฉายขึ้นบนจอให้เห็นกันชัดๆเลย
หุ่นยนต์(ที่ไม่รู้ว่าสร้างไว้ทำอะไร)ของเกาหลี
หรืออย่างสื่อการสอนบนเว็บไซด์ ของ สวทช. สำหรับผู้สนใจศึกษาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับอนุบาล-บุคคลทั่วไป
เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่
สำหรับบรรณารักษ์และครูอนุบาล
สำหรับเด็กและเยาวชน
สำหรับผู้สนใจวิทยาศาสตร์
น่าเสียดายนะ ที่ไม่ค่อยเปิดให้คนนอกชม และไม่เป็นที่ฮือฮากับนักการศึกษาไทยซักเท่าไหร่
แต่ถ้าไปดู ก็น่าจะเป็นการกระตุ้นให้นักการศึกษาไทยผลิตสื่อดีๆมีประสิทธิภาพมาแข่งกับสากลได้
โดยไม่ต้องมีราคาแพง เพื่อประโยชน์ของน้องๆหนูๆนักเรียนไทยนะคะ November 22 อาหารสมองวันนี้เป็นวันอาเพศอะไรซักอย่างแน่ๆเลย
มินตราเสียสตางค์ไปกับการซื้อหนังสือจิปาถะที่ไม่เคยคิดจะเสียเงินซื้อจนหมดกระเป๋า
(หมดจริงๆนะ ยังเสียวๆว่าจะไม่มีตังค์กลับบ้านอยู่เลย)
คาดว่า เกิดจากความเก็บกดอัดอั้นที่อยากจะได้หนังสือหลายเล่ม สะสมมาเป็นเวลานาน
แล้วเวลามันระเบิดออกมาก็เลยรุนแรงเป็นพิเศษ
เหมือนคนที่มีปัญหาทางจิตเก็บกดจนถึงจุดระเบิด อะไรทำนองนั้นแน่ๆเลย
เพียงแต่..เราไม่ได้มีปัญหาทางจิตนะ
(สำรวจตัวเองแล้วก็คิดว่าคงไม่น่าเป็น แม้จะมีอาการ Bipolar เป็นบางทีก็เถอะ ฮ่า)
แล้วทำไมต้องเอามาขึ้นบล็อก..? สงสัยล่ะสิ
มันสำคัญอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ ..? สงสัยอ่ะดิ
ไม่เลย ไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้น แต่รู้สึก'พิเศษ'
หนังสือที่ซื้อมาค่อยข้างจะเป็นหนังสือมีสาระนะ (รึเปล่า)
เป็นหนังสือดีๆ ที่เหมาะกับคำว่า 'อาหารสมอง'
ถ้าแบ่งหนังสือโดยคำนึงถึงประโยชน์ของมันคงแบ่งได้เป็น 3 ประเภท
ประเภทแรก คือ อาหารสมอง พวกหนังสือเสริมสร้างสติปัญญาความคิด
อ่านแล้วได้ความคิดดีๆ แง่คิดฉลาดๆจากคนเขียนฉลาดๆ
ประเภทที่สอง คือ อาหารใจ ก็คงเป็นหนังสือปรัชญา-ชีวิต-ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าใจโหวงๆถูกถมจนเกือบๆจะเต็ม
ได้กำลังใจให้ลุกขึ้นสู้ชีวิตในวันพรุ่งนี้อีกหลายๆรอบ
ประเภทสุดท้าย คือ อาหารอารมณ์ พวกหนังสือบันเทิงคดีทั้งหลาย นิยาย การ์ตูน
อ่านเอาสนุก-สุข-เศร้า-เคล้าน้ำตา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปกติอ่านแต่หนังสือประเภทสุดท้าย
คงเป็นเพราะ ตัวเองเป็นคนชอบเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งล่ะมั้ง มันเลยหิวเป็นพิเศษ
แต่นานๆที่จะซื้อหนังสือกระตุ้นสติปัญญามากินบ้าง ก็อร่อยเข้าท่าดี
(ยกเว้นรสชาติของหนังสือเรียนนะ กินจนเอียนแล้ว)
แรงผลักดันอีกอย่างนึง คงมาจากคนรอบข้าง
ใคร'หลายๆ'คนรอบๆตัว เป็นคนที่มีความคิดลึกล้ำ สลับซับซ้อนเหมือนร้านจีฉ่อย
แต่ถ้าเอาไฟฉายส่องดูของในร้านจีฉ่อยแล้ว ก็จะพบกับ'ขุมทรัพย์'ดีๆนี่เอง
อยากจะให้ตัวเราเอง พอจะมี'ของมีค่า'ติดตัวอยู่บ้าง
ไม่ใช่ทรัพย์ราคาแพง แต่คือความคิดที่คมคาย
บอกให้คนอ่านรู้ว่า "กำลังพยายามนะจ้ะ"
จู้ว~!!
--------------------------------------------------------------------------------
ไม่ขึ้นบล็อกขอบคุณก็ดูจะตะขิดตะขวงใจไม่เลิก
คือว่า
ขอบคุณทุกๆคน ที่อวยพรวันเกิดเรานะคะ
ปีนี้ตั้งใจจะเงียบๆ แต่หลายๆคนก็จำได้ ซึ้งใจจริงๆ
สำหรับของขวัญที่ "ทำ" และ "ให้" ด้วยใจ ก็ขอใช้ใจดวงนี้รับไว้นะ
ให้อะไรไม่สำคัญ แค่รู้ว่าคิดถึงกันก็โอเค~!!
--------------------------------------------------------------------------------
ป.ล. สุดท้ายแล้ว ... สำหรับทริปปายที่ไปเที่ยวมา จะเอาลงแน่ๆ แต่เมื่อไหร่ยังไม่รับปาก เร็วๆนี้แหล่ะ November 17 รักคุณเข้า(อีก)แล้วก็ยังยืนยันว่าบล็อกนี้ไม่ใช่บล็อกเพลง
แต่ลงเพลงติดๆกันเป็นว่าเล่น
ก็บอกแล้วว่าช่วงนี้เพลงโดนใจเยอะ
และเพลงนี้ก็ (อีก) เหมือนกัน
รักคุณเข้าอีกแล้ว
บอย โกสิยพงษ์ feat. ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
เก็บเพลงรักนี้ ไว้ให้เธอ เมื่อวันใดที่เจอะเจอ
ฉันก็พร้อมและยินยอมมอบความรัก และจิตใจ ชั่วนิรันดร์ (ชั่วนิรันดร์) มีเพลงเพลงนึงที่เคยร้องให้เธอฟัง แต่ไม่รู้ว่ายังจำได้หรือเปล่า วันและเวลาอาจจะหมุนและเวียนไป แต่ใจความในเพลงนั้นของเรา * ก็ยังคงเฝ้าย้ำพูดถึง ความรักที่ลึกซึ้ง และยังคงตรึงในหัวใจนานแค่ใหน ก็เหมือนเก่า เหมือนวันแรกที่เรา เจอะกัน ** เก็บเพลงรักนี้ให้เป็นของขวัญ ให้เธอได้รับได้รู้หัวใจของฉัน แม้คืนวันจะเปลี่ยนแปลงสักแค่ไหน แต่ใจของฉันที่รักเธอนั้น ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์ ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว และจะเป็นเพียงคนเดียวเสมอไป ที่ฉันฝากชีวิต ทั้งหมดไว้ โดยไม่มีวันทวงกลับคืน กาลและเวลาที่เปลี่ยนหมุนและเวียนไป อาจจะทำให้หัวใจใครหมุนตาม แต่ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนหมุนไปยังไง ใจความในเพลงนั้นของเรา (*,**) ฉันขอใช้ช่วงเวลาทั้งชีวิตที่ฉันมี ฉันขอใช้ไปกับเธอ กับเธอ เธอคนนี้ (**) ฉันขอมอบชีวิตทั้งหมดไว้ ฝากให้กับเธอเพียงผู้เดียว ;;^_^;; |
||||||||||||||||||||||
|
|